หากแผ่นดินนี้คือยุทธภพ
ประเทศไทยก็คือยุทธภพที่ถูกครอบงำโดย “สำนักใหญ่” มานานเกือบร้อยปี
มิใช่ด้วยคุณธรรม มิใช่ด้วยความสามารถ
แต่ด้วยอำนาจที่สืบทอด ปกป้องกันเอง และปิดประตูไม่ให้ผู้อื่นก้าวเข้าไป
ชาวบ้านในยุทธภพนี้ถูกสอนให้เชื่อว่า
“เจ้าเกิดต่ำ อย่าคิดสูง”
“อดทนคือคุณธรรม”
“ยอมจำนนคือความสงบ”
และเมื่อใดที่ใครตั้งคำถาม
ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวป่วน เป็นพวกไม่รักยุทธภพ
ทั้งที่ความจริง เขาเพียงถามว่า
เหตุใดคนฝึกวิชาแทบตาย จึงไม่มีวันขึ้นเป็นจอมยุทธ์ได้
ระบอบที่อ้างธรรมะ แต่ใช้แต่กระบี่
ตลอดเกือบร้อยปีที่ผ่านมา ระบอบที่ครอบงำแผ่นดินนี้
ชอบประกาศว่าตนคือ “ผู้รักษาความสงบ”
แต่ความสงบนั้น คือความสงบของผู้ถือกระบี่
ไม่ใช่ความสงบของชาวบ้านในตลาดล่างเขา
คนไทยทำงานหนักไม่แพ้ผู้ใดในยุทธภพ
แต่กลับจน เหนื่อย และไร้อนาคต
ไม่ใช่เพราะไร้ฝีมือ
แต่เพราะสนามประลองถูกล็อกไว้ตั้งแต่ต้น
แพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันชักดาบ
ความมั่นคงที่ไม่เคยคุ้มครองผู้ไร้อำนาจ
ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมักพูดเสียงหนักแน่นว่า
“ถ้าไม่มีสำนักใหญ่ ยุทธภพจะวุ่นวาย”
แต่ลองถามชาวบ้านดูเถิด
ชีวิตเขามั่นคงหรือไม่
รายได้มั่นคงหรือไม่
สุขภาพยามชรามั่นคงหรือไม่
ลูกหลานมีอนาคตหรือไม่
คำตอบคือ ไม่
ความมั่นคงที่พวกเขาพูดถึง
คือความมั่นคงของบัลลังก์
ไม่ใช่ความมั่นคงของชีวิตผู้คน
ความเหลื่อมล้ำคือวิชาต้องห้าม
ในยุทธภพนี้
บางสำนักเข้าถึงทรัพยากร วิชา และเส้นสายได้โดยไม่ต้องพิสูจน์
ขณะที่คนส่วนใหญ่
ต้องกราบ ต้องรอ ต้องทน และต้องหวังปาฏิหาริย์
นี่ไม่ใช่ชะตาฟ้า
แต่คือ การออกแบบยุทธภพให้คนส่วนน้อยชนะเสมอ
เมื่อใครชี้ให้เห็นความอยุติธรรม
ก็จะถูกตราหน้าว่า “คิดล้มสำนัก”
ทั้งที่เขาเพียงต้องการยุทธภพที่ยุติธรรม
ประชาธิปไตยไม่ใช่ยุทธภพโกลาหล
พวกเขาชอบพูดว่า
“ถ้าเปิดให้ทุกคนออกเสียง ยุทธภพจะปั่นป่วน”
แต่นี่คือคำโกหกที่เล่าซ้ำมาหลายชั่วอายุคน
ยุทธภพที่เปิดให้ถกเถียง
ย่อมปล่อยไออัดอั้นออกมาได้
ไม่ต้องรอให้ระเบิดกลางเมือง
ความวุ่นวายที่แท้จริง
ไม่ใช่เสียงของประชาชน
แต่คือ ความเงียบที่ถูกกดทับด้วยอำนาจ
อดทนมานานพอแล้ว
เกือบร้อยปีที่ผ่านมา
ประชาชนถูกขอให้ “รอ”
รอการปฏิรูป
รอคนดี
รอจังหวะเหมาะสม
แต่ผู้มีอำนาจไม่เคยรอ
ไม่เคยเสียสละ
ไม่เคยลงจากบัลลังก์
การซ่อมดาบที่หักมานาน
ไม่อาจทำให้ดาบนั้นคมได้อีก
ประเทศไทยจึงไม่ต้องการการประนีประนอมเล็กน้อย
แต่ต้องการ การเปลี่ยนกระบี่ เปลี่ยนกติกา และเปลี่ยนสนามประลอง
นี่แหละคือความหมายของ
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง
กากบาทคือการชักดาบของพลเมือง
การกากบาทในคูหา
อาจดูเป็นการขีดเล็ก ๆ บนกระดาษ
แต่ในยุทธภพแห่งชีวิตจริง
มันคือการประกาศว่า
“ข้าไม่ยอมเป็นตัวประกอบอีกต่อไป”
“ข้าไม่ยอมให้อนาคตถูกกำหนดจากเบื้องบน”
“ข้าขอทวงศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าของแผ่นดิน”
นี่ไม่ใช่การทำลายยุทธภพ
แต่คือการชำระยุทธภพให้กลับคืนสู่หลักคุณธรรม
บทส่งท้าย
ประเทศไทยไม่เคยขาดคนดี
ไม่เคยขาดคนเก่ง
ไม่เคยขาดคนเสียสละ
แต่สิ่งที่ขาดมาตลอด
คือ โครงสร้างที่ยอมให้คนเหล่านั้นมีที่ยืน
ถึงเวลาแล้ว
ที่ชาวยุทธภพจะไม่ก้มหน้ารับชะตา
แต่จะลุกขึ้นชักดาบแห่งสิทธิ์ของตนเอง
การกากบาทเพื่อเปลี่ยนประเทศ
จึงไม่ใช่การกบฏ
หากคือ การคืนความยุติธรรมให้แผ่นดิน
No comments:
Post a Comment